สวนสาธารณะ Giardini della Biennale เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงาน Venice Biennale Art Festival ที่เมืองเวนิส งานแสดงศิลปะระดับโลกมาตั้งแต่ปี 1895 ผ่านพาวิเลียนทั้ง 30 หลัง ที่เป็นเสมือนพื้นที่ประกาศแนวคิดของแต่ละประเทศผ่านงานศิลปะอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับเรื่องประวัติศาสตร์ ที่ซ้อนทับอยู่กับความงามของสวนอันร่มรื่น


Giardini della Biennale หัวใจของ Venice Biennale
สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงาน Venice Biennale Art Festival หรือ Biennale Arte ที่เมืองเวนิส งานแสดงศิลปะระดับโลกมาตั้งแต่ปี 1895 ผ่านพาวิเลียนทั้ง 30 หลัง ที่สร้างขึ้นจากแต่ละประเทศทั่วโลกเป็นประจำทุก 2 ปี

คำสั่งของนโปเลียนสู่พื้นที่งานศิลปะ
ในยุคที่นโปเลียนเรืองอำนาจและสามารถยึดเวนิสได้ และมีอำนาจปกครองเกือบทั่วทั้งยุโรป ปี 1807 นโปเลียนได้มีคำสั่งให้สร้างสวนสาธารณะบริเวณปลายของเกาะ โดยได้มีการรื้อถอนโบสถ์และอารามเก่าออกเพื่อทำทางเดินที่กว้างขวางให้เป็นเสมือนพื้นที่สีเขียวของเมือง ต่อมาในปี 1895 ได้มีการจัดงาน International Art Festival ขึ้นเป็นครั้งแรกที่นี่ เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบอภิเษกสมรสปีที่ 25 ของกษัตริย์ Umberto I และราชินี Margherita แห่ง Savoy เปิดงานวันแรกในวันที่ 30 เมษายน 1895 และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนทำให้มีการจัดงานต่อมาๆ แม้จะมีการหยุดจัดงานไปบ้างในช่วงสงคราม


เติบโตปรับเปลี่ยนในแต่ละช่วงเวลาของ Giardini della Biennale
ในปี 1907 เบลเยียมถือเป็นประเทศแรกที่มีการสร้างอาคารถาวรขึ้นเป็นพาวิเลียน ตามมาด้วยเยอรมนี เบลเยียม และฮังการี
ในปี 1910 มีการจัดแสดงงานของศิลปินชื่อดังอย่างกุสตาฟ คลิมต์ (Gustav Klimt), เรอนัวร์ (Renoir) และกูร์แบร์ (Courbet) ในงานอย่างคึกคัก ขณะที่ในพาวิเลียนของสเปนได้มีการถอดผลงาน Family of Saltimbanques ของปิกัสโซออก เพราะทางผู้จัดเกรงว่าความแปลกใหม่ของงานนั้น ไม่เหมาะกับการแสดงงานสู่สาธารณชน
ในช่วงปี 1930 ด้วยคำสั่งของฟาสซิสม์ เบียนนาเล่กลายเป็นองค์กรอิสระ ไม่อยู่ในอำนาจของสภาเมือง นำไปสู่การได้รับการอัดฉีดการสนับสนุนจากรัฐบาล งานได้ขยายขอบเขตมากขึ้น แต่มีการหยุดชะงักไปในช่วงสงครามและกลับมาจัดยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี 1948
ในปี 1980 มีการจัดงานเบียนนาเล่ที่ว่าด้วยเรื่องงานสถาปัตยกรรมขึ้น และกลายเป็นธรรมเนียมการจัดงานสถาปัตยกรรมสลับกับงานแสดงศิลปะในสวนแห่งนี้ สลับกันแบบปีเว้นปีจนถึงปัจจุบัน




พาวิเลียนที่มีเรื่องราวของแต่ละชาติ
เยอรมนีมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างตึงเครียด อาคารเดิมมีการปรับโฉมใหม่ในปี 1938 ตามแนวคิดของนาซีทำให้ดูมีความโอ่อ่าและน่าเกรงขามขึ้น
เวเนซุเอลา สร้างขึ้นในปี 1954 โดยมี Carlo Scarpa สถาปนิกชื่อดังของอิตาลีเป็นผู้ออกแบบ เป็นหนึ่งในตัวอย่างการออกแบบในแนวทาง Modernism ที่คนที่สนใจงานดีไซน์ควรมาดู
The Nordic Pavilion สร้างในปี 1962 เป็นอาคารรวมกันของฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ออกแบบโดยสถาปนิกชาวนอร์เวย์ Sverre Fehn มีจุดเด่นคือโครงสร้างที่เปิดโล่ง เพดานปล่อยให้แสงธรรมชาติส่องลงมาได้อย่างสวยงามและมีต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบได้อย่างชาญฉลาด


เกาหลีใต้ เป็นพาวิเลียนสุดท้ายที่ได้รับการอนุญาตให้สร้างใน Giardini เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่สวนที่เต็มแล้ว จึงต้องสร้างบนพื้นที่ที่เป็นห้องน้ำเก่า อาคารเป็นโครงสร้างที่โปร่งของเหล็กและกระจกเนื่องจากห้ามไม่ให้ตัดต้นไม้เดิมออก
ในปี 2013 ในวาระครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญาเอลิเซ่ (ความสัมพันธ์เยอรมนี-ฝรั่งเศส) ทั้งสองประเทศจึงมีการสลับอาคารกันแสดงงานเพื่อแสดงให้เห็นว่าศิลปะไม่มีพรมแดน


สวนที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
ผังของ Giardini ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นสวนที่มีอาคารมากมายตั้งแต่แรก แต่สวนในรูปแบบ Napoleonic Garden ที่ออกแบบโดยสถาปนิก Giannantonio Selva ที่มีจุดเด่นเรื่องทางเดินกรวดขนาดใหญ่ และต้นไม้มีความเป็นระเบียบสองข้างทาง เพื่อเป็นเส้นนำสายตา ขณะที่เมื่อเดินเข้ามาในสวนที่ลึกขึ้นก็จะมีความคดเคี้ยวเพื่อเปลี่ยนมุมมอง การวางอาคารจึงเป็นสวนเติมเต็มลงไปยังที่ว่างที่เกิดขึ้น โดยให้ต้นไม้เป็นเสมือนร่มเงาขนาดใหญ่ที่สง่างาม จากการเลือกต้นไม้ใหญ่ที่ส่วนใหญ่เป็นไม้ใบทึบ อาทิ ต้นพลานัส ต้นฮอสเชสนัท ต้นโอ๊ก และต้นสน โดยมีพืชคลุมดินและไม้เลื้อยเป็นต้วเชื่อม และสร้างบทสนทนาระหว่างอาคารกับธรรมชาติ



สวน Giardini della Biennale และประวัติศาสตร์ของพาวิเลียนแต่ละหลัง แต่ละประเทศ จึงเป็นเสมือน กล่องบันทึกเรื่องราว ที่สะท้อนถึงการเมืองในยุคต่างๆ ขณะที่จิตวิญญาณของงานศิลปะยังคงครุกรุ่นอยู่ภายในอย่างมีชีวิตชีวาและมีสีสันต่างกันไปในแต่ละครั้งที่จัดแสดงงาน
