รู้หรือไม่ เวนิสแบ่งเขตบนเกาะออกเป็น 6 เขตหลัก ที่จัดวางให้มีบทบาทพื้นฐานต่างกัน และมีศูนย์กลางในแต่ละเขต ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ ตลาด พิพิธภัณฑ์ หรือโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1171

การเดินท่องเที่ยวบนเกาะเวนิสนับว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ลัดเลาะไปเจอคลอง โผล่ไปเจอจัตุรัส หรือสถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากผู้คนและความเคลื่อนไหวของเมืองแล้ว มันอาจมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น นั่นคือผังเมืองที่มีลักษณะเฉพาะและคิดออกแบบมาเพื่อผู้คนบนเกาะนี้


เรื่องนี้จุดเริ่มต้นมาจากข้อพิพาทระหว่างเวนิสกับอาณาจักรไบแซนไทน์ ทำให้เมืองจำเป็นต้องมีการระดมทุนและเกณฑ์คนอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองเวนิสในสมัยนั้น Doge Vitale Michiel II จึงได้มีคำสั่งให้แบ่งเขตออกเป็น 6 เขต แต่งตั้งตัวแทนในตำแหน่ง Capo di Sestiere เข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อย การจัดเก็บภาษี และตรวจสอบสำมะโนประชากร ในปี ค.ศ. 1171 ให้ทันกับการขยายตัวของเมืองที่รุ่งเรืองจากการค้าขาย

ในด้านการเกณฑ์ไพล่พล ให้มีอู่ต่อเรือหลวง หรือ Arsenale เป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านยุทโธปกรณ์ และทั้ง 6 เขตที่เรียกว่า Sestiere ต้องจัดหาฝีพาย แรงงาน และทหารเรือแยกตามสัดส่วนในแต่ละเขต โดยแต่ละเขตยังมีความสำคัญและทำหน้าที่ พร้อมกับมีอาคารสำคัญๆ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลาง ดังนี้



1. Dorsoduro โซนศิลปะ การศึกษา และความคิดสร้างสรรค์
ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะ ปัจจุบันมีบรรยากาศค่อนข้างโปร่ง สบาย และเต็มไปด้วยพลังของคนรักงานศิลปะ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาและพิพิธภัณฑ์ระดับโลก อาทิ
- Gallerie dell’Accademia ศูนย์กลางศิลปะเวเนเซีย รวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซตั้งแต่ยุคไบแซนไทน์จนถึงเรเนอซองซ์ อาทิ ผลงานของ Giovanni Bellini, Titian และ Paolo Veronese
- Peggy Guggenheim Collection พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ โดดเด่นในคอลเล็กชั่นแนวคิวบิสม์และเซอร์เรียลิสม์
- Ca’ Foscari University มหาวิทยาลัยหลักของเวนิส ที่นำพระราชวังเก่ามาปรับเป็นอาคารเรียน



2. San Marco ศูย์กลางอำนาจ ศาสนา และการบริหาร
โซนไข่แดงของเมือง ศูนย์กลางอำนาจรัฐทางทะเลที่มั่งคั่ง สง่างาม และน่าเกรงขาม
- St.Mark’s Basillica (Basillica di San Macro) วิหารหลวงสไตล์ไบแซนไทน์ที่มีเรื่องเล่ามากมาย ศูนย์รวมจิตใจอันมั่งคั่งด้วยสมบัติของรัฐที่ได้มาจากการค้าขายและการรบ
- Doge’s Palace (Palazzo Ducale) อดีตที่พำนักของผู้ปกครองเวนิส ศูนย์กลางการบริหารของ Doge
- St. Mark’s Square พลาซ่าหลักของเมืองที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานพระราชพิธีและการรวมตัวของประชาชน


3. San Polo ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจ
ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ San Macro โดยมีแกรนด์คาแนลคั่น เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าและการธนาคารมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11
- Rialto Bridge สะพานใหญ่ประจำเมือง จุดเช็กอินสุดฮิตในปัจจุบัน ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อเขตการค้า San Polo กับเขตการปกครอง San Macro
- Rialto Market ตลาดสดเก่าแก่ขายอาหารทะเลและผักผลไม้

4. Cannaregio โซนที่อยู่อาศัยและชุมชนวัฒนธรรม
เขตทางเหนือขนาดใหญ่และมีประชากรอยู่อาศัยมากที่สุด
- Venetian Ghetto (Jewish Ghetto) พื้นที่ประวัติศาสตร์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “Ghetto” ในที่อื่นๆ ของโลก ผังเมืองตรงนี้ออกแบบให้เหมือนเกาะเล็กๆ ที่แยกออกมา เพื่อใช้กักบริเวณชาวยิวโดยทางการเวนิสในอดีต
- Ca’ d’Oro หนึ่งในพระราชวังที่สวยที่สุดบนเกาะ ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์เวเนเซียนกอทิก




5. Castello โซนการทหาร อุตสาหกรรม และเทศกาลระดับโลก
เขตอุตสาหกรรมเดิมและฐานทัพเรือ ปัจจุบันถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ
- Arsenale di Venezia อู่ต่อเรือเก่าขนาดใหญ่ ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนมาใช้ในการจัดงาน Venice Biennale ที่สลับกันปีเว้นปีระหว่างงานศิลปะกับงานสถาปัตยกรรม
- Giardini della Biennale สวนสาธารณะขนาดใหญ่สร้างขึ้นในช่วงนโปเลียนเรืองอำนาจ เป็นที่ตั้งของพาวิเลียนประเทศต่างๆ ที่ใช้จัดงาน Venice Biennale


6. Santa Croce ประตูเมือง และจุดเชื่อมต่อกับโลกใหม่
เป็นเขตเดียวที่ผังเมืองอนุญาตให้เชื่อมต่อกับการคมนาคมทางบกจากแผ่นดินใหญ่
- Stazione di Venezia Santa Lucia สถานีรถไฟหลักที่เป็นประตูสู่เกาะเวนิส ออกแบบมุมมองการเข้าสู่เวนิสมาเป็นอย่างดี
- Ponte della Contituzione สถาปัตยกรรมสะพาน เปิดใช้ในปี 2008 นับเป็นงานออกแบบสมัยใหม่ไม่กี่แห่งที่เด่นชัดในเวนิส
ด้วยกุศลโลบายเหล่านี้ ทำให้ผังเมืองเป็นตัวช่วยในการกระจายตัวของคน ไม่ได้กระจุกอยู่แค่จุดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัยมาตั้งแต่โบราณ เมื่อเข้าสู่การท่องเที่ยวการเดินไปตามเส้นทางคดเคี้ยวในเวนิส เข้าไปพบกับสถานที่น่าสนใจใหม่ๆ เสมอจึงกลายเป็นเสน่ห์ของเมืองที่ผู้คนต่างหลงใหลในทุกครั้งของการมาเยือน


