จัตุรัส San Macro เป็นประตูเมืองทางน้ำของเวนิส นำเสนอภาพความมั่งคั่งและโอ่อ่าน่าเกรงขามให้แก่อาคันตุกะผู้มาเยือนมานานกว่า 600 ปี ผ่านอาคาร วังและโบสถ์ ลานเมือง และสถาปัตยกรรมโดยรอบ จนได้ชื่อว่าเป็นห้องรับแขกที่สวยงามที่สุดในยุโรป


คำกล่าวว่า Piazza San Macro เป็นห้องรับแขกที่สวยงามที่สุดในยุโรป เล่าขานกันว่านโปเลียนเป็นผู้ให้คำนิยามนี้เมื่อบุกมาพิชิตเวนิสได้สำเร็จในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1797 แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นถ้อยคำที่ออกมาจากปากของนโปเลียนโดยตรง แต่คำนิยามนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี สมกับความรุ่งเรืองที่เวนิสสั่งสมมาตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคเรเนอซองซ์


Piazza San Macro ลานประหาร ลานรับแขก และจังหวะทางสถาปัตยกรรม
จัตุรัส San Macro ไม่ใช่แค่ที่ว่าง แต่แนวซุ้มโค้งที่ยาวต่อเนื่องกันเป็นเหมือนกับจังหวะทางการออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงความสมมาตรและการจัดระเบียบที่ทรงอำนาจของผู้ปกครอง ผังของจัตุรัสเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูเล็กน้อยที่ค่อยๆ ขยายออกเมื่อเดินตรงเข้าไปยังประตูโบสถ์ Basilica di San Macro เพื่อให้โบสถ์ดูยิ่งใหญ่และมีพลังยิ่งขึ้น


ด้านหน้าที่รับแขกมาจากท่าเรือมีเสาที่ตั้งตระหง่านอยู่สองต้น พื้นที่ระหว่างเสาสองต้นนี้เคยใช้เป็นทั้งลานประหารชีวิตนักโทษ และเป็นจุดที่ขุนนางเดินมาอวดชุดผ้าไหมราคาสูงในยามที่มีงานต่างๆ โดยเสาต้นหนึ่งมีรูปสำริดสิงโตมีปีกอยู่บนยอด อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส และเป็นตัวแทนของ Saint Mark นักบุญประจำเมือง ขณะที่เสาอีกต้นบนยอดจะเป็นรูปสลักของเซนต์ธีโอดอร์สยบจระเข้ (ที่มีรูปลักษณ์ของมังกรเข้ามาผสม) เป็นเกียรติแด่นักบุญอุปถัมภ์เมืองคนแรกก่อนที่เปลี่ยนมาเป็น Saint Mark

ปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีระดับต่ำสุดของเมือง ในฤดูน้ำขึ้น เราจึงมักจะเห็นภาพน้ำท่วมบริเวณนี้อยู่เป็นประจำ ขณะที่ในช่วงที่น้ำไม่ท่วมบริเวณนี้จะเป็นจุดที่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว และบางครั้งก็มีกิจกรรมของเมืองใช้เป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องราวสำคัญๆ ให้คนได้รับรู้กัน



Basilica di San Macro มหาวิหารโมเสกทองคำ
กล่าวว่ามหาวิหารซานมาร์โคคือหัวใจและตู้เซฟของเมือง ที่รวบรวมความมั่งคั่งจากการทำการค้าและการทำสงครามเข้าไว้ด้วยกัน ครั้งหนึ่งรัฐปกครองเวนิสเคยมีกองทัพเรือที่เกรียงไกรจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธอำนาจทางน้ำ การตกแต่งทั้งเสาหินอ่อนและประติมากรรมจึงเป็นแบบผสมผสานจากทั้งโลกตะวันออกและตะวันตก ภายนอกเป็นโดมแบบไบแซนไทน์ที่ไม่ได้โชว์ถึงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแสงอาทิตย์ให้คนเดินเรือได้เห็นถึงความมั่งคั่งของเมืองด้วย


แต่ที่เป็นจุดไฮไลต์ของนักท่องเที่ยวก็คือการได้ชมภายในที่ประดับด้วยโมเสกทองคำ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร เมื่อแสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ก็จะเกิดการสะท้อนแสงอย่างสวยงามเป็นเอกลักษณ์ราวกับสรวงสวรรค์จนได้ฉายาว่า โบสถ์ทองคำ (Chiesa d’Oro)
นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวภารกิจขโมยศพนักบุญ เพื่อมาตั้งเป็นมหาวิหารแห่งนี้ด้วย โดยพ่อค้าชาวเวนิสได้ขโมยศพ Saint Mark มาจากอียิปต์เพื่อให้ทางวาติกันให้การยินยอมในการสร้างมหาวิหารเพื่อให้ชาวคริสต์บนเกาะเวนิสได้มีศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์เป็นของตัวเองบนเกาะ และกลายมาเป็นนักบุญประจำเมืองในที่สุด
ในบางช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นอาจต้องต่อคิวยาวอยู่ด้านหน้าโบสถ์ หรือบางครั้งบัตรอาจจะหมดรอบในช่วงบ่าย หากต้องการหลีกเลี่ยงการต่อคิว แนะนำให้ซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ที่นี่

Campanile di San Macro หอระฆังที่เกิดจากเถ้าถ่าน
หอระฆังอิฐสีแดงความสูง 98.6 เมตร คืออีกหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ณ จัตุรัสแห่งนี้ ซึ่งหอระฆังที่เห็นในปัจจุบันเป็นการสร้างใหม่เลียนแบบของเดิม หลังจากที่หอระฆังได้ถล่มลงมาอย่างไม่คาดคิดเมื่อปี ค.ศ. 1902 นอกจากนี้ฐานหอระฆังยังมีอาคารขนาดเล็กที่ออกแบบโดย Jacopo Sansovino สถาปนิกและประติมากรเอกยุคเรเนอซองซ์ที่ออกแบบอาคารหลายหลังรอบจัตุรัส San Macro แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อบัตรขึ้นไปชมวิวมุมสูงบนหอแห่งนี้ได้ตั้งแต่เช้า 9.30 และปิด 21.30 น. (บัตรขึ้นชมรอบสุดท้ายเวลา 20:45 น.) โดยสามารถจองลิฟต์ขึ้นหอระฆังได้ทางออนไลน์เพื่อลดการต่อคิวที่ยาวในช่วงที่คนหนาแน่น ซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่นี่
